เมื่อต้องสร้างบ้านใหม่หรือรีโนเวทห้องน้ำ คำถามยอดฮิตที่เจ้าของบ้านและผู้รับเหมามักจะเจอคือ "จะเดินท่อด้วย PVC สีฟ้า หรือจะอัปเกรดไปใช้ท่อ PPR สีเขียวดี?" วันนี้เราจะมาสรุปเปรียบเทียบทั้งเรื่องราคา ค่าแรง และความทนทาน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ
1. ต้นทุนค่าวัสดุ (ท่อและข้อต่อ)
ท่อ PVC (สีฟ้า): ราคาวัสดุถูกมาก หาซื้อง่ายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป ท่อและข้อต่อมีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัด
ท่อ PPR (สีเขียว): ราคาวัสดุจะสูงกว่าท่อ PVC ประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่า (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและเกรด) เนื่องจากท่อ PPR ผลิตจากพลาสติกคุณภาพสูงที่มีความยืดหยุ่นและทนทานกว่า ทนแรงดันได้สูงกว่ามาก
2. ค่าแรงช่างและระยะเวลาติดตั้ง
ท่อ PVC: ค่าแรงช่างถูกกว่าค่อนข้างมาก เพราะวิธีการเชื่อมต่อใช้แค่ น้ำยาประสานท่อ (กาวทาท่อ) สามารถตัดต่อและประกอบได้ไว ช่างทั่วไปสามารถทำได้
ท่อ PPR: ต้องใช้ เครื่องเชื่อมท่อความร้อน (Fusion Welder) ในการหลอมรวมท่อและข้อต่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน ช่างต้องมีความชำนาญและใช้เวลาในการทำมากกว่ากาวทาท่อ ทำให้ค่าแรงช่างในการเดินท่อ PPR จะสูงกว่า PVC ประมาณ 30-50%
3. ความคุ้มค่าในระยะยาว (อายุการใช้งาน)
ท่อ PVC: อายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 10 - 20 ปี ข้อเสียหลักคือกาวเสื่อมสภาพ เมื่อเจอแรงดันปั๊มน้ำกระชากบ่อยๆ นานวันเข้ากาวจะกรอบและเกิดปัญหาน้ำรั่วซึมตามข้อต่อในผนังได้
ท่อ PPR: อายุการใช้งานเคลมไว้ที่ 50 ปีขึ้นไป จุดเด่นที่สุดคือไม่มีวันรั่วซึมตามข้อต่อ เพราะเนื้อพลาสติกถูกหลอมละลายประสานเป็นชิ้นเดียวกัน โอกาสรั่วจึงมีแค่ 0.01% หากช่างเชื่อมได้สมบูรณ์
สรุปจบ: เลือกแบบไหนดี?
- หากงบจำกัด หรือเป็นงานชั่วคราว/งานซ่อมแซมจุดเล็กๆ: เลือกใช้ ท่อ PVC ก็เพียงพอแล้วครับ หาช่างซ่อมง่าย ประหยัดงบ
- หากทำบ้านใหม่ เดินท่อฝังผนังทั้งหลัง: แนะนำให้กัดฟันเพิ่มงบอีกนิดแล้วเลือก ท่อ PPR ไปเลยครับ เพราะถ้าท่อที่ฝังอยู่ในผนังรั่วขึ้นมา ค่ารื้อกระเบื้องและซ่อมแซมจะแพงกว่าส่วนต่างค่าท่อ PPR ในวันนี้หลายเท่าตัวครับ!
ต้องการช่างประปาเดินระบบท่อ PPR ใหม่ทั้งหลัง?
ทีมงาน TT Service Nonthaburi พร้อมให้คำปรึกษาและบริการงานประปา รับประกันผลงานการติดตั้ง ไม่รั่วซึมล้านเปอร์เซ็นต์!
ติดต่อทีมงาน